เมื่อรัฐเริ่มทวงคืนอำนาจจากอัลกอริทึม
บทเรียนจากวอชิงตัน ถึงคำถามใหญ่ของสังคมไทยเรื่อง คุ้มครองเด็กจากโซเชียลมีเดีย
ในโลกที่เด็กอายุยังไม่ถึงสิบขวบ
สามารถเลื่อนฟีดได้เร็วกว่าอ่านหนังสือ
และรู้จักคำว่า ไวรัล ก่อนคำว่า วิเคราะห์
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
“เด็กติดโซเชียลหรือไม่?”
แต่คือ
“ใครออกแบบระบบที่ทำให้เด็ก ‘ต้อง’ ติด?”
และนี่คือเหตุผลที่สภานิติบัญญัติรัฐวอชิงตันของสหรัฐฯ
กลับมารื้อฟื้นกฎหมายคุ้มครองเด็กจากโซเชียลมีเดีย อีกครั้ง
ภายใต้การพิจารณาของ Washington State Legislature
โซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่เป็นกลาง
แต่มันคือ “เครื่องจักรเศรษฐกิจความสนใจ”
ข้อเสนอของรัฐวอชิงตันไม่ได้เริ่มจากการโทษเด็กหรือผู้ปกครอง
แต่เริ่มจากการตั้งคำถามกับ โครงสร้างของแพลตฟอร์ม
ข้อมูลที่ถูกหยิบมาอธิบายในสภา สะท้อนชัดว่า
- เยาวชนจำนวนมากใช้อินเทอร์เน็ตในลักษณะ ควบคุมตัวเองไม่ได้
- การนอนไม่พอ ความเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า เพิ่มขึ้นพร้อมชั่วโมงหน้าจอ
- ฟีดไม่รู้จบ ระบบแจ้งเตือน และอัลกอริทึมคัดเลือกเนื้อหา ถูกออกแบบมาเพื่อ ยืดเวลาใช้งานให้นานที่สุด
ในเชิงทฤษฎีการสื่อสาร นี่คือโลกของ
Attention Economy
เศรษฐกิจที่ไม่ได้แข่งขันกันขายสินค้า
แต่แข่งขันกันแย่ง ความสนใจ ของมนุษย์
และปัญหาคือ…
เด็กไม่ใช่ผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรองในระบบนี้
กฎหมายนี้ “ห้าม” หรือ “ป้องกัน”?
สาระของกฎหมายที่กำลังถูกพิจารณา
ไม่ใช่การแบนโซเชียลมีเดีย
แต่คือการ ออกแบบรั้วความปลอดภัย
แนวคิดหลักของข้อเสนอ เช่น
- จำกัดฟีเจอร์ที่มีลักษณะเสพติดสูง สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่าที่กำหนด
- บังคับใช้ระบบยืนยันอายุอย่างจริงจัง
- ห้ามใช้ข้อมูลของเยาวชนเพื่อการโฆษณาแบบเจาะจง
- กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องคำนึงถึง สุขภาวะ ของเด็กเป็นหลัก
ภาษาทางรัฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า
การเปลี่ยนบทบาทรัฐ จาก “ปล่อยเสรี” เป็น “รัฐผู้คุ้มครอง”
รัฐไม่ใช่ศัตรูเสรีภาพ แต่คือผู้ปรับสมดุลอำนาจ
ฝ่ายคัดค้านมักตั้งคำถามว่า
“นี่คือการละเมิดเสรีภาพหรือไม่?”
แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง
เสรีภาพที่ไม่มีการกำกับ
มักเป็นเสรีภาพของ ผู้ที่มีอำนาจมากกว่า
แพลตฟอร์มมีทีมวิศวกร นักจิตวิทยา และข้อมูลมหาศาล
ขณะที่เด็กมีเพียงนิ้วโป้งกับสมาธิที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่
เมื่อรัฐเข้ามา
จึงไม่ใช่การปิดปาก
แต่คือการ ปรับสมดุลอำนาจในการสื่อสาร
แล้วสังคมไทยอยู่ตรงไหนของเรื่องนี้?
ถ้ามองกลับมาที่ประเทศไทย
เรามีภาพคุ้นตาเหล่านี้อยู่เต็มไปหมด
- เด็กเล็กใช้แท็บเล็ตเป็น “พี่เลี้ยงดิจิทัล”
- ห้องเรียนแข่งขันกับ TikTok และ YouTube Shorts
- ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยใช้คำว่า “เด็กรุ่นใหม่สมาธิสั้น”
โดยไม่เคยมองว่า สภาพแวดล้อมการสื่อสารถูกออกแบบมาอย่างไร
คำถามคือ
รัฐไทยมองโซเชียลมีเดียเป็นอะไร?
เครื่องมือเศรษฐกิจ?
พื้นที่เสรี?
หรือโครงสร้างอำนาจรูปแบบใหม่?
จนถึงวันนี้
การถกเถียงในไทยมักวนอยู่กับ
“เนื้อหาไม่เหมาะสม” หรือ “ศีลธรรม”
แต่ยังขาดการพูดถึง
อัลกอริทึมในฐานะโครงสร้างทางการเมืองและการสื่อสาร
ถ้าไทยจะเรียนรู้จากวอชิงตัน ควรถามอะไรบ้าง?
- เราจะคุ้มครองเด็กในโลกดิจิทัล
โดยไม่ผลักภาระทั้งหมดไปให้ครอบครัวได้อย่างไร? - เรามีกลไกกำกับแพลตฟอร์ม
หรือยังเชื่อว่าบริษัทเทคโนโลยีจะ “ดูแลตัวเอง” ได้? - นโยบายดิจิทัลของไทย
มองเด็กเป็น “ผู้ใช้” หรือ “พลเมืองในอนาคต”?
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้วน ๆ
แต่คือคำถามเชิง รัฐศาสตร์ การสื่อสาร และการออกแบบสังคม
มุมมองของอาจารย์บอม
กฎหมายของรัฐวอชิงตัน
ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหาเด็กกับโซเชียลมีเดีย
แต่มันคือ สัญญาณสำคัญ ว่า
โลกเริ่มไม่ยอมรับแนวคิด
“ปล่อยอัลกอริทึมจัดการมนุษย์ไปก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลัง”
สำหรับสังคมไทย
คำถามไม่ใช่ว่าเราจะ “ลอกโมเดลใคร”
แต่คือเรากล้าพอหรือยัง
ที่จะยอมรับว่า โครงสร้างการสื่อสารกำลังหล่อหลอมเด็กมากกว่าที่เราคิด
ถ้าเราไม่ออกแบบกติกาให้มนุษย์
อัลกอริทึมจะออกแบบอนาคตให้เราแทน
และเด็ก…จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์นั้นตลอดชีวิต












