
ลองนึกภาพว่า ประธานาธิบดีกำลังจะประกาศมาตรการใหม่ที่อาจทำให้ราคาหุ้น ค่าเงิน หรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
ประชาชนทั่วไปจะได้อ่านข้อความนั้นเมื่อโพสต์ถูกเผยแพร่ตามปกติ แต่คนบางกลุ่มที่ยอมจ่ายเงินเดือนละ 100,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3 ล้านบาท จะได้รับข้อมูลก่อน—แม้จะเร็วกว่ากันเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม
สำหรับคนทั่วไป เสี้ยววินาทีอาจไม่มีความหมาย แต่ในตลาดการเงิน เสี้ยววินาทีอาจหมายถึงกำไรหรือขาดทุนมหาศาล
นี่คือเหตุผลที่บริการใหม่ของ Truth Social กำลังกลายเป็นคดีใหญ่ในสหรัฐอเมริกา
เมื่อโพสต์ของทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียง “โพสต์”
The Intercept Media องค์กรสื่อข่าว และ Freedom of the Press Foundation องค์กรไม่แสวงหากำไรด้านเสรีภาพสื่อ ได้ยื่นฟ้องประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตัน เพื่อขอให้ศาลสั่งระงับบริการที่เรียกว่า “Truth API”
บริการนี้เปิดให้ลูกค้าที่จ่ายเงินจำนวนสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เข้าถึงโพสต์จากบัญชีสำคัญบน Truth Social ได้รวดเร็วกว่าผู้ใช้งานทั่วไป
ปัญหาอยู่ตรงที่โพสต์ของทรัมป์ไม่ได้มีสถานะเหมือนข้อความจากคนดังธรรมดา เพราะหลายครั้งสิ่งที่เขาโพสต์เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาล ปฏิบัติการทางทหาร มาตรการทางเศรษฐกิจ หรือการตัดสินใจสำคัญของประเทศ ซึ่งสามารถทำให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวได้ทันที
บางโพสต์ยังไม่มีประกาศจากทำเนียบขาวตามออกมาในเวลาเดียวกันด้วยซ้ำ
พูดง่าย ๆ คือ ในบางสถานการณ์ โพสต์ของทรัมป์อาจเป็นแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการเพียงแห่งเดียวที่ประชาชนและนักลงทุนเข้าถึงได้
ใครจ่ายมากกว่า ก็รู้ก่อน?
ฝ่ายผู้ฟ้องระบุว่า นี่ไม่ใช่แค่บริการด้านเทคโนโลยีที่ช่วยส่งข้อมูลให้เร็วขึ้น แต่เป็นการนำข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลมาสร้างรายได้ให้แก่บริษัทที่ประธานาธิบดีมีผลประโยชน์ทางการเงินอยู่
Trump Media ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Truth Social ประกาศเปิดตัว Truth API เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยนำเสนอจุดขายว่า ลูกค้าจะได้รับโพสต์ที่อาจส่งผลต่อตลาดจากทรัมป์และบัญชีสำคัญอื่น ๆ อย่างรวดเร็วในระดับมิลลิวินาที
ปัจจุบันบริการดังกล่าวครอบคลุมบัญชียอดนิยม 10 บัญชีของ Truth Social นอกจากบัญชีของทรัมป์แล้ว ยังรวมถึงบัญชีของทำเนียบขาว รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ แคช พาเทล โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ รัฐมนตรีคมนาคม ฌอน ดัฟฟี และรัฐมนตรีสาธารณสุข โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์
ฝ่ายผู้ฟ้องจึงตั้งคำถามตรง ๆ ว่า เหตุใดคนที่มีกำลังจ่ายจึงควรได้รับข้อมูลจากรัฐบาลก่อนประชาชนทั่วไป
ข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
คำฟ้องกล่าวหาว่า บริการนี้อาจละเมิดบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 5 เพราะเป็นการให้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงประกาศสาธารณะของประธานาธิบดีแก่ผู้ที่ยอมจ่ายเงินในราคาสูงเกินสมควร
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้อ่อนไหวยิ่งขึ้นคือ ทรัมป์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Trump Media ผ่านกองทรัสต์ Donald J. Trump Revocable Trust
ฝ่ายผู้ฟ้องมองว่า หากประธานาธิบดีสามารถทำกำไรจากการขายช่องทางเข้าถึงข้อมูลรัฐบาลให้แก่บริษัทการเงิน นักลงทุนรายใหญ่ หรือผู้พัฒนาเทคโนโลยีได้ ก็ย่อมเกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำฟ้องใช้ถ้อยคำรุนแรงถึงขั้นระบุว่า โครงการนี้มีลักษณะ “ทุจริตและขัดต่อรัฐธรรมนูญ” เพราะไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมที่ประธานาธิบดีจะนำข้อมูลของรัฐบาลมาสร้างผลกำไรให้ตนเอง
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า นี่เป็นข้อกล่าวหาของฝ่ายโจทก์ ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลว่าทรัมป์หรือจำเลยกระทำผิดจริง
ฝ่ายบริษัทโต้ว่า ทุกคนก็เห็นโพสต์พร้อมกันอยู่ดี
เควิน แม็กเกิร์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trump Media อธิบายว่า Truth API เพียงนำโพสต์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะแล้วมาจัดส่งในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถอ่านและนำไปใช้ได้ทันที
ตามคำอธิบายของบริษัท ลูกค้าไม่ได้รับข้อมูลลับหรือโพสต์ที่ยังไม่เผยแพร่ เพียงแต่ได้รับข้อมูลที่เผยแพร่แล้ว “เร็วกว่าเล็กน้อย”
บริษัทเปิดเผยว่าได้ทำข้อตกลงกับลูกค้ามากกว่า 10 รายแล้ว โดยแต่ละรายจ่ายค่าบริการประมาณ 60,000–100,000 ดอลลาร์ต่อเดือน และกำลังเจรจากับผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ สำนักข่าวบางแห่ง ตลอดจนบริษัทที่พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือ LLM
ในอนาคต Trump Media ยังวางแผนขยายบริการไปยังระบบข่าว เทอร์มินัลข้อมูลทางการเงิน และสิ่งพิมพ์เฉพาะทางอีกด้วย
ในมุมของบริษัท นี่คือธุรกิจขายความเร็วในการรับส่งข้อมูล ไม่ใช่การขายข้อมูลรัฐบาลล่วงหน้า
แต่ในมุมของผู้ฟ้อง ความเร็วที่ซื้อได้นั่นแหละคือหัวใจของปัญหา
เสี้ยววินาทีที่มีราคาแพง
คนทั่วไปอาจสงสัยว่า เร็วกว่ากันไม่กี่มิลลิวินาทีจะสำคัญขนาดไหน
คำตอบคือ สำคัญมากสำหรับระบบซื้อขายอัตโนมัติ
หากข้อความของประธานาธิบดีมีคำว่า “ขึ้นภาษี” “คว่ำบาตร” “ใช้กำลังทหาร” หรือ “ยกเลิกมาตรการ” คอมพิวเตอร์สามารถอ่านข้อความ วิเคราะห์ผลกระทบ และส่งคำสั่งซื้อขายสินทรัพย์ได้ก่อนมนุษย์จะอ่านประโยคนั้นจบเสียอีก
ดังนั้น สิ่งที่ขายจริงอาจไม่ใช่แค่โพสต์ แต่คือ “ความได้เปรียบด้านเวลา”
และเมื่อข้อมูลนั้นมาจากบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครพัฒนาเทคโนโลยีได้เร็วกว่า แต่ต้องถามต่อว่า ข้อมูลสาธารณะควรถูกจัดสรรตามกำลังจ่ายหรือไม่
มุมมองอาจารย์บอม
เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหม่ของโลกการเมืองดิจิทัลได้อย่างชัดเจน
ในอดีต รัฐบาลประกาศนโยบายผ่านเอกสาร แถลงข่าว หรือสื่อมวลชน ทุกคนอาจได้รับข่าวช้าหรือเร็วต่างกันบ้าง แต่หลักการพื้นฐานคือ ข่าวสารของรัฐเป็นสมบัติสาธารณะ
วันนี้ เส้นแบ่งระหว่าง “บัญชีส่วนตัว” “ช่องทางของรัฐบาล” และ “ธุรกิจของนักการเมือง” กำลังเลือนรางลงเรื่อย ๆ
หากทรัมป์โพสต์ความคิดเห็นส่วนตัว การขายเครื่องมือเข้าถึงข้อมูลให้เร็วขึ้นอาจเป็นเพียงธุรกิจเทคโนโลยีธรรมดา แต่เมื่อโพสต์นั้นกลายเป็นช่องทางประกาศนโยบายของรัฐบาล และเจ้าของบัญชียังมีผลประโยชน์อยู่ในบริษัทที่ขายบริการด้วย เรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาอีกต่อไป
ศาลอาจต้องพิจารณาว่า Truth API ขายเพียง “ระบบส่งข้อมูล” หรือกำลังขาย “สิทธิในการรู้เรื่องของประเทศก่อนคนอื่น”
สองอย่างนี้ดูคล้ายกันมากในทางเทคนิค แต่ต่างกันอย่างมหาศาลในทางประชาธิปไตย
เพราะวันที่ข่าวสารของรัฐมีช่องทางด่วนสำหรับคนรวย ความเท่าเทียมของประชาชนก็อาจไม่ได้หายไปพร้อมเสียงประกาศดัง ๆ
มันอาจหายไปเงียบ ๆ ภายในเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาทีเท่านั้น










