เมื่อ AI ต้องขายด้วย “กลยุทธ์” ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

ในโลกที่ทุกบริษัทพูดเหมือนกัน ใครเล่าเรื่องต่าง…คนนั้นได้พื้นที่ในสมองลูกค้า

ถ้าวันหนึ่ง คุณเดินเข้าไปในงานสัมมนา AI

แล้วเห็นคาวบอยจูงม้าอยู่หน้าเวที

อย่าเพิ่งคิดว่าเขามาผิดงาน

นี่คือ “กลยุทธ์” ทางการตลาดของสตาร์ทอัปยุคใหม่

โลกวันนี้มีบริษัท AI นับหมื่นแห่ง

และแทบทุกบริษัทพูดคล้ายกันหมดว่า

  • เราช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
  • เราลดต้นทุน
  • เราเร่งระบบอัตโนมัติ

ฟังดูดี

แต่ถ้าทุกคนพูดเหมือนกันหมด

ตลาดจะจำใคร?

เมื่อ “สินค้า” เริ่มคล้ายกัน

สนามแข่งขันจึงย้ายไปอยู่ที่ “ความสนใจ”

และนั่นคือเหตุผลที่หลายบริษัทเริ่มใช้

กลยุทธ์ดึงความสนใจแบบเหนือความคาดหมาย

🎯 AI + คาวบอย + Wall Street

มีบริษัทหนึ่งเปิดตัวด้วยการจ้างคาวบอยมายืนหน้าอนุสาวรีย์วัวกระทิงที่วอลล์สตรีท

พร้อมโลโก้บริษัทของตน

ภาพนี้ไม่ได้เกี่ยวกับฟาร์มปศุสัตว์

แต่เกี่ยวกับการสื่อสารว่า

AI ของพวกเขาจะช่วย “ควบคุมความดุร้ายของระบบการเงินและลูกหนี้”

อีกบริษัทหนึ่งใช้กลยุทธ์การนำเสนอที่แรงกว่า

ซีอีโอขึ้นเวทีในสภาพเปลือยเปล่า

เพื่อสื่อเชิงเปรียบเทียบว่า

โลกของโมเดลภาษาใหญ่ (LLMs) ทำให้ผู้ใช้รู้สึก “เปลือยเปล่า“

ก่อนจะค่อย ๆ สวมเสื้อผ้า

แทนความปลอดภัยและความมั่นคงของผลิตภัณฑ์ตัวเอง

ฟังดูสุดโต่ง

แต่ผลลัพธ์คือ

คนพูดถึง

คนถ่ายรูป

คนแชร์บนโซเชียล

เว็บไซต์มีทราฟฟิกเพิ่ม

นี่คือกลยุทธ์แบบ

“ทำให้คนหยุดมองก่อน แล้วค่อยอธิบายคุณค่า”

🧠 อธิบายผ่านทฤษฎีธุรกิจ

ถ้าอธิบายผ่านกรอบ Attention Economy

โลกวันนี้ไม่ได้ขาดเทคโนโลยี

แต่ขาด “พื้นที่ในสมองผู้บริโภค”

ใครยึด Attention ได้

มีสิทธิ์ชนะเกม

สอดคล้องกับโมเดล AIDA (Attention – Interest – Desire – Action)

บริษัทเหล่านี้ทุ่มพลังกับตัว A ตัวแรก

เพราะถ้าไม่มี Attention

ขั้นต่อไปไม่มีทางเกิด

ในมุมของ Blue Ocean Strategy

เมื่อผลิตภัณฑ์เริ่มกลายเป็น Red Ocean

การสร้างความแตกต่างผ่านการสื่อสาร

คือการสร้าง “มหาสมุทรใหม่” ทางความคิด

และถ้ามองผ่าน Positioning Theory

แบรนด์ที่ไม่มีภาพจำ

เท่ากับไม่มีตัวตนในตลาด

📢 ในมุมการสื่อสาร

นี่คือการผสมผสาน Public Relations + Event + Social Media Amplification

ให้ทุกกิจกรรมกลายเป็น Content

พูดง่าย ๆ คือ

กิจกรรมหนึ่งครั้ง

แต่ได้สื่อหลายช่องทางพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม

คำถามสำคัญคือ…

⚖️ เส้นบาง ๆ ระหว่าง “โดดเด่น” กับ “เสียความน่าเชื่อถือ”

ถ้ามองผ่านกรอบ Brand Equity (Keller)

แบรนด์ต้องสร้างทั้ง Awareness และ Meaning

ถ้าได้ Awareness

แต่ไม่มี Meaning

คนจะจำได้…แต่ไม่เข้าใจ

และถ้ากลยุทธ์แรงเกินไป

โดยผลิตภัณฑ์ยังไม่แข็งแรงพอ

ชื่อเสียงอาจกลายเป็นแรงตีกลับ

🧠 มุมมองของอาจารย์บอม

ในยุค AI

เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งเดียวที่แข่งขัน

สิ่งที่แข่งขันจริง ๆ คือ “เรื่องเล่า”

นี่คือ Narrative Strategy

ไม่ใช่แค่ Product Strategy

ใครเล่าเรื่องเก่ง

ได้พื้นที่ในใจลูกค้าก่อน

แต่ใครสร้างคุณค่าได้จริง

จะอยู่รอดนานกว่า

ผมชอบกรอบคิดของ Sustainable Competitive Advantage (Porter)

ความได้เปรียบต้องยั่งยืน

ไม่ใช่แค่ดังหนึ่งสัปดาห์

ดังนั้นคำถามสำคัญคือ

คุณกำลังสร้าง “เสียงดัง”

หรือกำลังสร้าง “คุณค่า”?

ถ้าทำได้ทั้งสองอย่าง

นั่นแหละของจริง

ในโลกที่ทุกบริษัทมี AI

แบรนด์ที่ต่างจริง

คือแบรนด์ที่เข้าใจ “มนุษย์”

เพราะสุดท้ายแล้ว

การตลาดไม่ใช่ศิลปะของการทำให้คนมองคุณ

แต่คือศิลปะของการทำให้คน “เชื่อคุณ”

#อาจารย์บอม

#อาจารย์บอมชวนคิด

#AIและการตลาด

#การสื่อสารทางธุรกิจ

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

About Ajbomb

นักหาเรื่อง นักเล่าเรื่อง นักเขียน นักแปล รักการสอน รักเด็ก รักสัตว์ รักธรรมชาติ รักษ์โลก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น