ถ้าโลกยุคหนึ่งเคยวัดอำนาจกันที่กองทัพ
ยุคต่อมาวัดกันที่เศรษฐกิจ
วันนี้…เราวัดกันที่ AI
และเวทีที่ทำให้ภาพนั้นชัดขึ้นอย่างเป็นทางการ คือ
India AI Impact Summit 2026
ที่จัดขึ้นกลางกรุงนิวเดลี
งานนี้ไม่ใช่งานเทคโนโลยีธรรมดา
แต่มันคือ “เวทีจัดระเบียบโลก AI” ครั้งสำคัญ
🌍 อินเดียไม่ได้อยากเป็นผู้ตามอีกต่อไป
การประชุมครั้งนี้รวมผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ
รัฐมนตรีกว่า 60 คน
และบริษัทเทคระดับโลกจำนวนมาก
แต่น่าสนใจกว่านั้นคือ “บทบาทของอินเดีย”
นายกรัฐมนตรี Narendra Modi ใช้เวทีนี้ประกาศชัดว่า
อินเดียต้องมี “Sovereign AI” ของตัวเอง
หรือพูดง่าย ๆ คือ AI ที่ประเทศพัฒนาและควบคุมได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
ไม่ใช่แค่ผู้ใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐหรือจีน
นี่คือการประกาศตัวว่า
อินเดียไม่ได้อยากเป็นเพียง “ตลาด” ของ AI
แต่อยากเป็น “ผู้สร้างกติกา”
พูดอีกแบบหนึ่ง
อินเดียกำลังขยับจาก “ผู้เล่นรอง”
ไปสู่ “ผู้กำหนดเกม”
📜 ข้อตกลงใหญ่: New Delhi Declaration
อีกจุดสำคัญของงานคือ
การลงนามใน New Delhi Declaration
โดย 88 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ จีน และสหภาพยุโรป
แม้ไม่ใช่กฎหมายบังคับ
แต่มันคือ “หลักการร่วม” ว่า
- AI ต้องรับใช้มนุษยชาติ
- ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียม
- ต้องร่วมมือกันมากกว่าต่อสู้กัน
นี่คือสัญญาณสำคัญว่า
AI ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ
แต่มันคือ “ภูมิรัฐศาสตร์” เต็มรูปแบบ
⚖️ คำเตือนจากศูนย์กลางอำนาจ AI โลก
บนเวทีเดียวกัน ยังมีเสียงจากสองผู้นำเทคโนโลยีที่โลกจับตามอง
คือ Sundar Pichai CEO ของ Google
และ Sam Altman CEO ของ OpenAI
Pichai คือผู้ดูแลโครงสร้าง AI ที่คนทั่วโลกใช้ทุกวัน
ตั้งแต่ระบบค้นหา แผนที่ วิดีโอ ไปจนถึงระบบโฆษณา
ส่วน Altman คือผู้อยู่เบื้องหลัง ChatGPT
เทคโนโลยีที่จุดกระแส Generative AI ไปทั่วโลกในเวลาไม่กี่ปี
ทั้งสองเตือนตรงกันว่า
หากไม่จัดการให้ดี โลกอาจเผชิญ “AI Divide”
หรือ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้าน AI ระหว่างประเทศที่มีเทคโนโลยีกับประเทศที่ไม่มี
ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐาน
มี GPU
มีศูนย์ข้อมูล
จะพุ่งไปข้างหน้าแบบก้าวกระโดด
ส่วนประเทศที่ไม่มี
อาจกลายเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี
นี่ไม่ใช่คำเตือนทางเทคนิค
แต่มันคือคำเตือนเชิงอำนาจ
🧪 ดราม่าก็มี…โลกจริงไม่สวยเสมอ
แน่นอน งานระดับโลกไม่มีแต่ภาพสวยงาม
มีกรณีมหาวิทยาลัยอินเดียถูกวิจารณ์เรื่องนำหุ่นยนต์จากจีนมาแสดงราวกับเป็นผลงานตัวเอง
วันเปิดงานมีปัญหาการจัดการ
ผู้บริหารบางรายยกเลิกกำหนดการกระทันหัน
ทั้งหมดสะท้อนว่า
“การสร้างภาพลักษณ์ประเทศมหาอำนาจ AI”
ยังต้องพิสูจน์อีกมาก
💰 ด้านเศรษฐกิจ…นี่คือเกมระยะยาว
แม้จะมีดราม่า
แต่นักลงทุนมองอีกมุมหนึ่ง
อินเดียกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI
ขยาย Data Center
เพิ่มกำลังประมวลผล
และผลักดัน AI ในภาคเกษตร สุขภาพ การศึกษา
นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์
แต่มันคือ “ยุทธศาสตร์ชาติ”
มุมมอง ของอาจารย์บอม: AI คืออำนาจ และอำนาจคือการกำหนดวาระ
ถ้ามองผ่านแว่นรัฐศาสตร์
งานนี้ไม่ใช่แค่ Tech Event
แต่มันคือการแสดงพลังแบบ Soft Power
ตามแนวคิดของ Joseph Nye
ประเทศที่กำหนดมาตรฐาน
กำหนดภาษา
กำหนดวาระการพูดเรื่อง AI ได้
คือประเทศที่มีอำนาจเชิงอิทธิพล
นี่สอดคล้องกับ Agenda Setting Theory
เวทีแบบนี้ไม่ได้แค่พูดเรื่อง AI
แต่มันกำหนดว่า “โลกควรพูดเรื่อง AI แบบไหน”
เมื่ออินเดียผลักคำว่า Sovereign AI
มันกำลังตั้งคำถามใหม่กับโลกว่า
“ประเทศควรมีสิทธิ์ควบคุมเทคโนโลยีของตัวเองหรือไม่?”
และถ้ามองผ่านกรอบ Political Economy of Communication
AI คือโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูล ความรู้ และความคิด
ใครควบคุมแพลตฟอร์ม
ใครควบคุมข้อมูล
ใครควบคุมโมเดล
คนนั้นมีอำนาจกำหนดทิศทางสังคม
ดังนั้น AI ไม่ได้เป็นกลาง
มันสะท้อนโครงสร้างอำนาจของคนที่ออกแบบมัน
ประเทศที่พัฒนา Sovereign AI ได้
จะมีอำนาจกำหนดทิศทางตนเอง
ประเทศที่ปล่อยให้ AI Divide ขยายตัว
อาจต้องวิ่งตามเกมที่คนอื่นวางไว้
สุดท้ายแล้ว…
คำถามจึงไม่ใช่ว่า
เราจะใช้ AI หรือไม่
แต่คือ
ประเทศไทยจะวางตำแหน่งตัวเองในระเบียบโลก AI อย่างไร
เพราะในเกมนี้
คนที่กำหนดกติกา
มักได้เปรียบกว่าคนที่เล่นตามกติกาเสมอ
และนี่คือคำถามที่ใหญ่กว่างานประชุมครั้งใดครั้งหนึ่ง
เราจะเป็น “ผู้กำหนดอนาคต”
หรือจะเป็นเพียง “ผู้ใช้อนาคตของคนอื่น”













