ทำไมโซเชียลให้เราคุยเฉพาะกับคนที่คิดเหมือนเรา?

ลองสังเกตดูครับ

เวลาเราเลื่อนฟีด

ทำไมมันช่าง “ถูกใจ” เราเหลือเกิน

ข่าวที่เห็น…ก็ตรงใจ

คนที่แชร์…ก็เห็นด้วย

คอมเมนต์ส่วนใหญ่…ก็ไปในทิศเดียวกัน

มันเหมือนโลกออนไลน์ถูกออกแบบมาให้เรา “สบายใจ”

แต่คำถามคือ

มันสบายใจ…

หรือมันกำลัง “คัดกรองโลก” ให้เหลือแค่สิ่งที่เราอยากเห็น?

🧠 งานวิจัยบอกอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?

งานวิจัยใน Journal of Computational Social Science ศึกษาเรื่องที่เรียกว่า

Echo Chambers

หรือ “ห้องเสียงก้อง”

คือพื้นที่ที่เราจะได้ยินแต่เสียงที่สะท้อนความคิดของเราเอง

ไม่ค่อยได้ยินเสียงที่ต่างออกไป

นักวิจัยจำลองเครือข่ายโซเชียลแบบคณิตศาสตร์

แล้วใส่พฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ลงไปแค่ 2 อย่าง

1️⃣ Social Influence — เรามีแนวโน้มปรับความคิดให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราเห็นบ่อย ๆ

2️⃣ Unfollow — ถ้าใครโพสต์อะไรที่เราไม่ชอบ เราก็เลิกติดตามได้ทันที

ฟังดูธรรมดามากใช่ไหมครับ?

แต่สองอย่างนี้แหละ

คือจุดเริ่มต้นของการแบ่งขั้ว

🔄 เมื่ออิทธิพล + การเลิกติดตาม ทำงานพร้อมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในโมเดลจำลองคือ

• คนที่คิดคล้ายกันจะค่อย ๆ รวมกลุ่มกัน

• คนที่คิดต่างจะถูก unfollow ออกไป

• ความเชื่อภายในกลุ่มจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

• การสื่อสารข้ามกลุ่มแทบไม่เกิดขึ้นเลย

เครือข่ายจะค่อย ๆ แยกออกเป็น “ก้อนความคิด” ที่แทบไม่แตะกัน

และที่น่าสนใจคือ

มันไม่ต้องมีใครสั่ง

ไม่ต้องมีการเซ็นเซอร์

ไม่ต้องมีรัฐเผด็จการ

แค่พฤติกรรมธรรมดาของผู้ใช้

กับระบบแนะนำที่ชอบจับคู่ “คนที่คล้ายกัน”

เท่านี้ก็พอแล้ว

📊 แล้วมันตรงกับโลกจริงไหม?

นักวิจัยเอาโมเดลไปเทียบกับข้อมูลจริงจากเครือข่ายรีทวีตการเมืองในสหรัฐฯ

ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันมาก

• เครือข่ายแยกเป็นสองฝั่งชัดเจน

• ภายในแต่ละกลุ่มมีความเห็นที่เหมือนกันสูง

• การสื่อสารข้ามฝั่งต่ำมาก

พูดง่าย ๆ คือ

โลกจริง

กำลังเดินตามสมการทางคณิตศาสตร์ของ echo chamber

🎯 ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “อัลกอริธึมอย่างเดียว”

หลายคนชอบโทษอัลกอริธึม

แต่ความจริงคือ

มนุษย์เองก็มีแนวโน้มจะเลือกฟังสิ่งที่สบายใจอยู่แล้ว

นี่คือสิ่งที่ในทฤษฎีการสื่อสารเรียกว่า

Selective Exposure Theory

มนุษย์จะเลือกเปิดรับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตน

พอโซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้ unfollow ได้ง่าย

Selective Exposure ก็ยิ่งทำงานเต็มกำลัง

ระบบไม่ได้บังคับเรา

แต่ระบบ “ทำให้การเลือกข้างง่ายขึ้น”

🏛 มุมมองของอาจารย์บอม

ถ้ามองผ่านแว่นรัฐศาสตร์และการสื่อสารทางการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องฟีดข่าว

แต่มันกระทบถึง “โครงสร้างประชาธิปไตย”

1️⃣ Public Sphere ของ Habermas

เยือร์เกน ฮาเบอร์มาส พูดถึง “พื้นที่สาธารณะ”

ในฐานะพื้นที่ที่คนเห็นต่างสามารถถกเถียงกันด้วยเหตุผล

แต่ echo chamber ทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็น

“พื้นที่สาธารณะย่อย ๆ”

ที่ไม่คุยกัน

ประชาธิปไตยจึงไม่ได้พังเพราะความเห็นต่าง

แต่พังเพราะ เราเลิกฟังกัน

2️⃣ Spiral of Silence

เอลิซาเบธ โนเอล-นอยมันน์ เสนอแนวคิด “เกลียวแห่งความเงียบ”

เมื่อคนรู้สึกว่าความเห็นของตนเป็นเสียงข้างน้อย

พวกเขาจะเงียบ

ใน echo chamber

เสียงที่ต่างออกไปจะหายไปเร็วมาก

เพราะถูกกดด้วยทั้ง social pressure และการ unfollow

3️⃣ Affective Polarization

การเมืองยุคใหม่ไม่ได้แค่ “คิดต่าง”

แต่มันคือ “ไม่ชอบกัน”

Echo chamber ทำให้เรามองอีกฝั่งไม่ใช่แค่คนคิดต่าง

แต่เป็น “ศัตรู”

และนี่คืออันตรายเชิงโครงสร้าง

เพราะประชาธิปไตยต้องการการอยู่ร่วมกันของความเห็นต่าง

ไม่ใช่การตัดขาดกัน

🧠 คำถามที่สำคัญกว่า “จะแก้ยังไง”

บางคนถามว่า

แล้วต้องแก้ที่อัลกอริธึมไหม?

แน่นอน การออกแบบระบบให้หลากหลายขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ

แต่คำถามที่ลึกกว่านั้นคือ

เราพร้อมจะเห็นความคิดที่ทำให้เราไม่สบายใจหรือยัง?

เพราะสุดท้ายแล้ว

Echo chamber

ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

แต่มันเกิดจาก

ธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยทางความคิด

🎯 สรุปแบบอาจารย์บอม

โซเชียลไม่ได้ทำให้คนแตกแยกทันที

แต่มันทำให้

“การเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่เราชอบ”

ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และเมื่อมนุษย์มีอำนาจในการคัดกรองโลกด้วยปลายนิ้ว

โลกก็จะค่อย ๆ เหลือแต่เสียงสะท้อนของตัวเอง

คำถามคือ

เราจะใช้เทคโนโลยี

เพื่อสร้างกำแพงทางความคิด

หรือใช้มัน

เพื่อฝึกตัวเองให้โตพอจะฟังเสียงที่ต่าง?

นี่ไม่ใช่คำถามเรื่องอัลกอริธึมอย่างเดียว

แต่มันคือคำถามของวุฒิภาวะทางการเมือง

ของทั้งสังคม

About Ajbomb

นักหาเรื่อง นักเล่าเรื่อง นักเขียน นักแปล รักการสอน รักเด็ก รักสัตว์ รักธรรมชาติ รักษ์โลก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น